Hello Songkran

posted on 14 Apr 2012 23:24 by onlysincere
เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่มีส่วนใดของเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปินะคะ 
...
 
หายไปนานมาก อยู่ดีก็อยากแต่ง มาเล่นสงกรานต์กันหน่อยดีกว่าค่ะ ^^
 
....
 

เช้าวันที่ 13 เมษา วันที่ใครๆต่างก็เตรียมตัวออกไปสนุกกันเต็มที่ในวันปีใหม่ไทย แล้วผมล่ะ จะเหลือเหรอ….

 

“ไปเล่นน้ำกัน” คิดแล้วก็หยิบบีบีมากดอัพสเตตัส แต่เอาจริงๆคือจะไปไหนยังไม่รู้เลย

เพื่อนเหรอ แน่ล่ะ ในสามวันนี้คงได้ไปลุยสาดน้ำสาวๆกันแน่ แต่จะไปว่าแล้วมันก็อยาก…

 

“ฮัลโหลซิน ทำไรวะ วันนี้ไปไหน ออกต่างจังหวัดรึเปล่า ป๊าม๊าล่ะ อยู่บ้านมั้ย”

 

“มึงช่วยถามทีละคำถามได้มั้ยครับ -_-“

 

“เออ สรุปไหนรึเปล่า”

 

“ไม่อ่ะ คนเยอะ เราไม่ชอบ ออกไปก็เปียก”

 

“มั่นใจว่าเปียกแน่ว่างั้น”

 

“มันแน่อยู่แล้ว”

 

“งั้นเดี๋ยวไปหานะ จะได้ไปรดน้ำดำหัวป๊ากับม๊าด้วยไง”

 

“แน่ใจว่าอยากมาหาป๊าม๊าจริงๆ?”

 

ผมไม่ตอบแล้วรีบปัดวางสายบอกมันว่าแล้วเจอกัน เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็พาซีอาร์วีคู่ใจมาจอดอยู่หน้าบ้านสีขาวคุ้นตาที่ผมมักแวะเวียนมาบ่อยๆ ตั้งแต่เราเป็นซิงกูล่าร์กันมา

 

ผมทักท้ายป๊ากับม๊า แต่ก็ได้เพียงเท่านั้น ไอ้ที่ตั้งใจว่าจะมารดน้ำดำหัว กลายเป็นต้องพับไป เพราะป๊ากับม๊าเองก็ต้องออกไปหาญาติผู้ใหญ่เช่นกัน ส่วนซินป๊ากับม๊ายกเจ้าตัวไว้ให้อยู่บ้านแทนเพราะการจะพาไปพบญาติโกโหติกาทั้งผองก็เกรงว่าญาติจะเยอะกว่าปกติ จะกลายเป็นว่าญาติจะโทรตามญาติและญาติของญาติให้มายลโฉมนักร้องหน้าสวยกันจนไม่ต้องรดน้ำดำหัวกันพอดี จึงกลายเป็นโชคดีของผมไป ที่จะได้ฉลองสงกรานต์กับมันสองคนโดยที่ไม่ได้นัดหมาย

 

“ออกไปเล่นน้ำกันมั้ย ปากซอยก็ได้” ผมถามพลางนั่งลงข้างๆมันที่โซฟาสีขาวกลางบ้าน

 

“ตลกละนัท…” ริมฝีปากบอกตอบพลางส่ายหัวน้อยๆ ร่างบางอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว มัดผมรวบๆยุ่งๆแบบไม่ตั้งใจ ใส่แว่นตากรอบหนานั่งอ่านหนังสือเหยียดยาวอย่างสบายใจ

 

“ไรวะ สงกรานต์นะสงกรานต์ ไม่เปียกจะเรียกสงกรานต์เหรอ”

 

“สนุกอย่างมีสติเข้าใจมะ ไม่ต้องเปียกก็สนุกได้”

 

“สนุกไงวะ ไม่เข้าใจ” ผมยื่นหน้าเข้าไปไกล้จนคนข้างๆที่ไม่ได้ทันได้ระวังตัวหันมาพลางประสานสายตากันพอดีด้วยแววตาที่ดูตกใจเล็กน้อย

 

“ก็พักผ่อนอยู่บ้านไง ไม่ต้องทำงาน ดูทีวีอ่านหนังสือ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว” พูดพลางยกยิ้มหวานๆใส่ เห็นแล้วมันน่า….

 

“อืม งั้นแกก็พักผ่อนไปแล้วกัน กลับละว่ะ ไม่อยากกวน”

“งอน?”

 

“บ้า ไม่ใช่เด็กๆนะเว้ย ก็อยากให้แกพักจริงๆไง เหนื่อยกันมานานละนี่ ไปก่อนล่ะ” ผมพูดพลางพาตัวเองเดินออกจากประตูบ้านออกไปตรงออกไปทางสนามหน้าบ้าน โดยมีร่างบางค่อยๆมองตามออกมา

….

 

หึหึหึ คนอย่างนัท ซิงกูล่าร์ เกรียนขั้นเทพ มีหรือจะยอมง่ายๆ กะอยู่แล้วว่ามันต้องเดินตามออกมา ซินเดินออกมาหน้าบ้าน มองซ้ายขวามองหาผมด้วยแววตาสงสัย รถก็ยังอยู่แล้วคนหายไปไหน ใช่ครับ ผมยังไม่ได้ออกจากรั้วบ้านมันหรอก….

 

โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ‼ พอดีกับที่เจ้าตัวหันมา ถังที่ถูกใส่น้ำไว้จนเต็ม สาดเข้าที่รางบางเสียเต็มรัก หัวเหอที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วกลับเปียกปอน เสื้อสีขาวที่บางแนบเนื้ออยู่แล้ว เมื่อเปียกน้ำก็ยิ่งแนบเข้าไปจนเห็นสีเนื้อนวลไปทั้งตัว พาให้หัวใจเต้นเร็วอย่างไม่รู้ตัว

 

“สวัสดีวันสงกรานต์คุณซิน ซิงกูล่าร์ !” ผมพูดไปหัวเราะไป ต่างกับมันที่ยื่นนิ่งจ้องผมตาไม่กระพริบ

 

ชิบหายแล้ว……โกรธป่าววะ ตายแน่กู

 

“ซิน เฮ้ย โกรธเหรอวะ กู..กูขอโทษ กูล้อเล่น กูเห็นว่าเป็นบ้านมึง กูๆๆ กูก็เลย”

 

เจ้าตัวยังคงไม่พูดไม่หือไม่อือใด พลางหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป ทิ้งให้ผมยืนช็อคอยู่หน้าประตูอย่างนั้น เอาไงดีล่ะทีนี้ ถ้าเข้าไปมันจะยิ่งโกรธกันไปใหญ่ ปกติเวลาโกรธกันก็เล่นลูกเงียบใส่กันอยู่แล้ว…

ผมยืนหันรีหันขวางพลางคิด จะเอายังไงดีวะ โอ๊ย ไม่น่าเล่นเลยกู จะงอนกูไปกี่วันวะ

 

“นัท” เสียงที่คุ้นเคยเรียกมาจากด้านหลังจนผมรีบหันหน้าไปหา ก็เจอโจทก์อยู่หน้าประตู

 

โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ‼‼

“ไอ้ซิน ‼” นั่นไง มันเล่นกูแล้ว ผมโดนสาดน้ำเข้าโครมใหญ่ ที่แท้ที่เจ้าตัวหายเข้าไป ก็ไปจัดแจงเอาคืนผมนี่เอง แต่…..มันร้ายกว่าผมหลายเท่านัก เพราะมันเล่นไปเอาน้ำในตู้เย็นมาสาดผม อ๊ากกกกกกกกกกกกก เย็นโว้ย

 

“โหย มึงเล่นแรงนะ มึงไม่เอาน้ำแข็งปากูเลยล่ะ ถ้าน้ำจะเย็นขนาดนี้” ผมพูดไปสั่นไป

 

“ก็ถ้าไม่กลัวจะหัวแตก ก็โดนแน่ ใครให้มาแกล้งเรา บอกแล้วว่าไม่เล่นๆ” เจ้าตัวขยับปากพูดโดยที่ไม่ได้ดูสภาพตัวเองที่เป็นอยู่ขณะนี้

 

“ไม่เล่นก็ต้องเล่นแล้วล่ะ นาทีนี้” ผมคว้าสายยางที่เปิดน้ำทิ้งไว้เมื่อกี้ พลางฉีดใส่มัน ลากมันออกมาที่สนามหน้าบ้าน อาจเป็นเพราะเปียกไปแล้ว ก็เลยเกิดสงครามแย่งสายยางกันเกิดขึ้น แย่งกันไปแย่งกันมา จนตัวทีเปียกแค่ท่อนบน ตอนนี้เปียกไปทั้งตัวเหมือนไปตกน้ำมายังไงยังงั้น

 

“ไอ้นัท ปล่อยเลย เอามานี่นะ” นั่นไง ไม่เล่นๆ สนุกล่ะสิ เรื่องอะไรยอม ตัวนิดเดียวอย่าหวังจะสู้แรง

 

“เฮ้ย นัทป๊ากลับมา” ฉิบหายแล้ว ผมทิ้งสายยางในมือร่วงลงกับพื้น พ่อแม่เค้ามาเห็นคงตกใจ อยู่ดีๆก็จับลูกเค้าสาดน้ำ

 

“หึหึ เสร็จล่ะ” นัทซิงกูล่าร์มักเสียรู้คนอยู่คนเดียวจริงๆ หันหน้ามันอีกที มันก็เอาสายยางฉีดผมจนผมต้องยกมือเข้ามาบังหน้า

 

“ไอ้ซิน หยุดๆ เฮ้ย กูยอมแพ้ๆๆ หยุดว้อยยย” เจ้าตัวไม่หยุดแถมยังส่งเสียงหัวเราะสดใส ไล่ฉีดน้ำผมไม่หยุด

 

สุดท้ายก็ต้องทำเหมือนที่มันเคยด่าผมว่าดีแต่ใช้กำลัง พลางใช้มือรั้งรวบข้อมือบางนั้นไว้กับเอาตัวเอง ซินขืนตัวพยายามกระชากข้อมือตัวเองออกยื้อกันไปยื้อกันมาจนล้มลงไปนอนพังพาบกับพื้นสนาม

 

“ไม่เล่นแล้ว พอเลยๆ” เจ้าตัวพูดขณะที่ตัวทั้งตัวล้มทับมาบนตัวของผม

 

“แล้วสนุกมั้ยล่ะ” ผมยกยิ้มพลางลูบผมเปียกปอนนั้นเบาๆ ริมฝีปากสีแดงสดเผยอพูดต่อไป

 

“ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน…”

 

“เหรอ ไม่สนุกเหรอ” ผมใช้นิ้วโป้งไล้ไปที่แก้มเนียนชื้นเบาๆ พลางโน้มคอเจ้าตัวลงต่ำ ดวงตากลมโตดูจะสั่นระริกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขืนขัดแต่อย่างใด ผมประทับริมฝีปากอุ่นร้อนลงกับริมฝีปากบางอย่างช้าๆ แล้วจึงเริ่มขบเม้มให้เจ้าตัวเปิดทางให้ลิ้นอุ่นๆได้เข้าสำรวจโพรงปากหวานอย่างเชื่องช้า หวานล้ำแต่ก็รุกรานอยู่ในที กระทั่งเจ้าตัวขืนออกเพราะหายใจไม่ทัน ผมจึงได้เห็นดวงหน้าที่แดงซ่านที่หันหนีไปอีกทาง ผมพลิกให้เจ้าตัวมาอยู่ใต้ร่าง ทำให้เจ้าตัวร้องเฮ้ย ด้วยความตกใจ ไม่รอให้พูดอะไร ผมก็บดจูบริมฝีปากนั้นไปอีกทีอย่างร้อนรน เจ้าตัวที่ขืนขัดอยู่ในคราแรก เปลี่ยนมาจิกเล็กลงบนเสื้อผมจนรู้สึกว่ามันเจ็บลงไปถึงเนื้อภายใต้เสื้อนี้

 

“น..นัท หยุดก่อน..นี่มันสนามหน้าบ้านเรานะ” เหมือนสติที่หลุดลอยไปกลับมา ใช่ นี่มันสนามหน้าบ้านนี่หว่า ถ้ามีใครซักคนผ่านมา ไอ้นัทตายแน่ ตายแน่ไอ้นัท… ผมและเข้ารีบผละออกจากกัน ลุกขึ้นนั่งพลางลูบหน้าลูบตาตัวเองอย่างเรียกสติคืนมา

 

“เอ่อ เปียกหมดเลย แกไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” เจ้าตัวไม่ตอบอะไร ยังคงนั่งหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกต่อไป

 

“อือ เปียกหมดเลย…ไป ไปอาบน้ำดีกว่า” ซินพูดออกมาเบาๆ ผมลุกขึ้นพลางฉุดร่างบางนี้ให้ลุกตาม

 

“งั้นกลับก่อนนะ รีบอาบน้ำล่ะ เดี๋ยวไม่สบาย” “อือ” เจ้าตัวตอบรับเบาๆ

 

ผมหันหลังเตรียมเดินกลับไปที่รั้วบ้านจนกระทั่ง

 

“นัท”

 

“หืม ว่าไง”

 

“อาบ…ที่นี่ก็ได้”

...ว่าด้วยเรื่องกิ๊บแดง...

posted on 12 Oct 2011 01:05 by onlysincere
ฟิคขั่นเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆนะคะ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อศิลปินและไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ ^^
 
...
 

ว่าด้วยเรื่องของกิ๊บแดง......


 

 

07.30 น. เมษายน 2543

 

“ซิน ตื่นได้แล้วลูก เดี๋ยวไปเรียนพิเศษไม่ทันนะ” ผู้หญิงท่าทางใจดีที่ได้เรียกว่าเป็นแม่ของหนุ่มน้อยหน้าใส ก้าวเท้ามายังหน้าประตูเพื่อเคาะห้องปลุกลูกชายให้ตื่นไปเรียนพิเศษเสียที

 

“เสร็จแล้วฮะม๊า ขอแต่งตัวอีกแป๊บเดียว เดี๋ยวซินตามลงไปฮะ” เสียงใสตะโกนอย่างคนตื่นเต็มที่แล้วเพื่อบอกแม่ของเขาให้ลงไปรอข้างล่าง

 

“เฮ้อ สิวขึ้นอีกแล้ว แพ้อะไรเนี่ย” ร่างบางนั่งเบะปากน้อยๆอยู่หน้ากระจกอย่างเบื่อเต็มทน

“เบื่อต้องทายาแล้วจริงๆ” เขายังคงบ่นไม่เลิก พลางหยิบกิ๊บสีแดงแปร๊ดจากลิ้นชักที่จำได้ว่ายืมมาจากม๊าขึ้นมาติดรวบผมด้านหน้าที่ปรกลงปิดหน้าจนไม่สะดวกเวลาที่เขาทายาแต้มสิว

 

“ซิน ป๊ากับม๊าไปรอที่รถนะ วันนี้ป๊ารีบน่ะ ลงมาเลยนะลูก” เสียงดังมาจากหน้าห้องอีกครั้งเพื่อเร่งให้ร่างบางหน้ากระจกที่สาละวนกับการสำรวจสิวบนใบหน้าตัวเองให้รีบเร่งทำกิจวัตรให้เสร็จโดยเร็ว


“เสร็จแล้วฮะม๊า ลงไปเดี๋ยวนี้แหล่ะๆๆ” พลางหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโซฟา แล้วรีบวิ่งลงไปข้างล่างที่ตอนนี้ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว เพราะป๊ากับม๊าไปรออยู่ที่รถเรียบร้อย


หนุ่มน้อยหน้าใสกึ่งวิ่งกิ่งเดิน หิ้วกระเป๋าที่มีแต่หนังสือเรียนเต็มไปหมด รีบเปิดประตูรถด้านหลังแล้วพาตัวเองเข้าไปนั่งอย่างเร็ว ด้วยกลัวว่าพ่อกับแม่หรือเขามักเรียกว่าป๊ากับม๊าจะคอยนาน


“โอเค ! พร้อมแล้วฮะไปกันเลย” เขาเอ่ยกล่าวบอกเป็นสัญญาณให้ล้อหมุนออกจากบ้านสีขาวหลังใหญ่ออกไป


“ซิน วันนี้ป๊ารีบมากนะลูก ไปรถไฟฟ้าแล้วกัน ไม่งั้นไม่ทันแน่ๆ เดี๋ยวต้องไปส่งม๊าอีก ม๊ามีธุระ” เสียงชายใจดีผู้เป็นพ่อบอกลูกชายสุดหวงถึงแผนการเดินทางในวันนี้

“ได้เลยฮะป๊า ก็ดีเหมือนกันไปถึงเร็วๆ ซินจะได้มีเวลาอ่านหนังสือทวนอะไรหน่อย” เสียงลูกชายคนเก่งเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้า

 

...


เวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง รถคันงามจอดลงตรงสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช เพื่อส่งลูกชายคนเดียวของบ้านไปเรียนพิเศษ


“ป๊าม๊า ซินไปแล้วนะฮะ เย็นนี้เจอกันนะฮะ” เสียงใสเอ่ยบอกพลางปิดประตูรถลง


วันนี้ถึงจะเป็นวันเสาร์แต่คนบนรถไฟฟ้ายามเช้าก็ยังคงขวักไขว่ เพราะบางคนก็ยังทำงานกันเสาร์เช่นเดียวกับเด็กมัธยมอย่างเขาที่ยังต้องเรียนพิศษในวันเสาร์เช่นกัน

“สถานีต่อไป…พระโขนง” ร่างบางแอบหาวน้อยๆ เพราะอาจจะยังตื่นไม่เต็มที่ จนกระทั่งสายตาของเขาก็ได้ประสานไปยังหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้า


‘สองคนนี้ยิ้มอะไรกันอ่ะ อารมณ์ดีอะไรแต่เช้า แต่อะไรก็ช่าง นั่งหลับดีกว่า’ หนุ่มน้อยคิดในใจโดยไม่ได้ฉุกคิดใดๆ

 

...


“สถานีต่อไป...เอกมัย…สถานีต่อไป…ทองหล่อ”

ร่างบางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่าตัวเองโดนจ้องมองอยู่ หนุ่มสาวคู่เมื่อกี้ลงจากรถไฟฟ้าไปแล้ว เปลี่ยนมาเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเขา คราวนี้หัวเราะหนักกว่าเดิม จนร่างบางเริ่มสงสัย


‘เก้าอี้ตัวนั้นมันมีอะไร ทำไมใครนั่งต้องขำ แปลกแฮะ” ด้วยความโก๊ะส่วนตัว หรืออะไรก็แล้วแต่ เขายังคงไม่รู้ตัวว่าไม่ใช่แค่สายตาจากคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม แต่คนที่อยู่ด้านข้าง หรือยืนพิงประตูอยู่ ต่างก็อมยิ้มเมื่อมองมาที่เขา


...


“สถานีต่อไป…พร้อมพงษ์…สถานีต่อไปอโศก”


‘มองหน้าเรากันทำไมอ่ะ หรือสิวเม็ดมันใหญ่มาก โอ๊ย เมื่อไหรจะหาย’ เขายังคงบ่นในใจกับตัวเอง เริ่มไม่มั่นใจที่รู้ตัวว่าทั้งคนที่นั่งอยู่เก่าหรือเข้ามาใหม่ ต่างก็มองหน้าเขาแล้วอมยิ้ม


‘เฮ้ย เริ่มเครียดละนะ มองทำไมกัน เอ๊ะ…หรือว่า’ จากที่นั่งใช้กระเป๋าเท้าคางก้มหน้าหลับบ้างตื่นบ้าง เขาก็ค่อยๆหันไปมองที่กระจก


‘คุณพระ ! ซินเอ้ยยยย’ ไม่รู้ว่าสีหน้าของหนุ่มน้อยแดงแปร๊ดสู้สีกิ๊บที่ติดอยู่บนศรีษะตัวเองได้หรือไม่ เขารู้ตัวแล้วว่าลืมเอากิ๊บสีแดงแปร๊ดออกจากผมตั้งแต่ออกมาจากบ้าน


‘อยากจะร้องไห้จริงๆ’ ร่างบางบ่นในใจ พลางค่อยๆเอากิ๊บสีแดงแปร๊ดออกจากผมอย่างเร็วๆ ในใจพลางคิดว่าเผื่อจะยังมีใครไม่สังเกตเห็นแต่…ไม่ทันแล้วซิน ในใจได้แต่คิดว่า


‘ทำไมรถไฟฟ้าวันนี้มันวิ่งช้ากว่าทุกวัน เมื่อไหร่จะถึงสยามเนี่ย’ ร่างบางบ่นในใจพลางก้มหน้าแกล้งหลับไปอีกครั้งด้วยความอายที่มีจนแทบอยากร้องไห้...

 

แล้ววันนั้นทั้งวันร่างบางก็ไม่เป็นอันเรียน มัวแต่คิดมากเรื่องกิ๊บแดงที่นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป่าของเขาแทบทั้งวัน….

……


กรกฏาคม 2554


“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โอ๊ย ขำอ่ะ ฮ่าๆๆๆ” ผมหัวเราะงอหายไม่เลิกหลังจากที่ได้รู้เรื่องราวหน้าแตกวัยเด็กของนักร้องนำของผม

พลั่กกกกกกก..เสียงทุบของคนที่ตัวเล็กกว่าทุบเข้าที่หลังผมอย่างแรง

 

“โอ๊ยยย มึงจะตีทำไมครับคุณซิน” ผมเอ่ยถามมันพลางขำไปด้วย


“เชี่ย ก็มึงขำอะไร มันน่าขำนักเหรอ” ซินตีหน้ายักษ์แบบโกรธจริงจังซะด้ว


“ก็แหม ขำๆไง อย่าซีเรียสสิ” ผมพูดพร้อมกระชับเอวบางให้เข้ามานั่งใกล้กันบนโซฟาที่ตั้งอยู่ในห้องในบริษัท


“ไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้หนังสือเล่มนั้นฟังเลย คนอ่านจะคิดยังไงเนี่ย เฮ้อ” สีหน้าของเขาดูกังวลนิดๆ เป็นแบบนี้ทุกทีแหละครับ ซินเป็นคนคิดมากจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ หรือเรื่องไหนๆ ยิ่งสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเองแล้วยิ่งเครียดกันเข้าไปใหญ่


“ไม่หรอกน่า ฉันว่าน่ารักดีออกนะ ดูโก๊ะสมเป็นแกดี ฮ่าๆๆ โอ๊ยยย อย่าทุบดิวะ เดี๋ยวจะโดนเถอะ”

 

“ถ้ามึงยังไม่หยุดพูดนะ กูจะลุกขึ้นเตะมึงเลย ไอ้นัท” ใบหน้าสวยที่ตอนนี้คิ้วผูกโบว์เอ่ยบอกผมเสียงลั่น

 

“โอเค จบๆๆ ไม่ขำแล้ว” ผมยกสองมือขึ้นแบบคนขอยอมแพ้

“ว่าแต่…จริงๆแกติดกิ๊บแบบนั้น ก็น่าจะน่ารักดี…นะ” ผมยื่นหน้าไปกระซิบที่หูเขา

 

“……………………..” คราวนี้ไม่ตอบ ไม่เถียง ไม่ด่าครับ

 

“ติดให้ดูบ้างสิ อยากเห็น” ผมได้ที แหย่เขาต่อ

 

“ท่าจะบ้า….” มันพูดแล้วก็หันหน้าหนีผมไป เขินชัวร์ครับแบบนี้ หันหน้าหนีกันแบบนี้ ผมเลยใช้จมูกตามไปหอมแก้มเขาฟอดใหญ่หนึ่งที

 

“ไอ้นัท ‼!” มันตะโกนเรียกชื่อผม แล้วลุกขึ้นเดินหน้าแดงเดินปึงปังๆ ออกไป

 

“โครมมมมมม” เสียงของหล่นดังสนั่น  


“เฮ้ย ซิน เป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ” ผมรีบตะโกนถามพลางจะเดินออกไปดู

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องมายุ่ง เดินสะดุดนิดเดียวเท่านั้นแหล่ะ” เจ้าตัวตะโกนกลับมา พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆวิ่งจากไป

.....


จะมีใครรู้มั้ยว่านักร้องนำมาดดีของพวกเขาเนี่ย ตัวจริงโก๊ะขนาดไหน แต่เอาเถอะครับช่วยไม่ได้ดันมารักคนโก๊ะๆเองนี่หว่าไอ้นัท ผมนึกในใจแล้วก็เดินอมยิ้มตามเขาออกไป....

 

∞ นิรันดร์ ∞

posted on 07 Oct 2011 22:45 by onlysincere

ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆนะคะ

ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงและไม่มีเจตนาไม่ดีกับศิลปินนะคะ

ขอบคุณที่่เข้ามาอ่านค่ะ ^__^

...

 

 

 

 

 

“จริงๆเราไม่รู้หรอกว่า นิรันดร์ มันนานแค่ไหน หรือว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า...”

S.Singular

……


หลังจากที่เมื่อวานนี้เราทั้งสองคนได้ไปปล่อย Single แรกในอัลบั้มชุดที่สองที่คลื่น Seed มาแล้ว วันนี้เรียกได้ว่าเอาจริงครับ คิวเดินสายเริ่มต้นตั้งแต่เช้า พี่โอ๊ตถึงกับต้องกำชับผมว่าห้ามสายกันเลยทีเดียว

คลื่นแรกที่เราไปกันวันนี้คือคลื่นของพี่หอย พี่ชายใจดีคนหนึ่งที่ดีกับพวกเรามากๆครับ ผมแอบง่วงนิดหน่อย พอหันไปมองไอ้คนตัวเล็กที่นั่งหาวอยู่เบาะข้างๆในรถตู้แล้วก็ต้องหลุดยิ้ม เหมือนเด็กเพิ่งตื่นไม่มีผิด

“ไง…ง่วงละสิ”

“ไม่…ฮ้าววว..ไม่ง่วงซะหน่อย”

“อืม ชัดเจนครับคุณซิน หาวน้ำตาไหลเลย”

“ก็ง่วงเหมือนกันนั่นแหล่ะ ไม่ต้องมาถามคนอื่นเลย”

 

“มึงจะเถียงกันอีกนานมั้ยครับ ถึงแล้ว ลงๆ” เป็นพี่โอ๊ตที่ขี้เกียจฟังผมกับมันเถียงกัน รีบไล่ให้ลงจากรถเลยทีเดียว

วันนี้ค่อนข้างแปลกตาครับ ไม่มีแฟนคลับมารอที่คลื่นอย่างที่คิดไว้ ซินเหมือนจะคิดได้เหมือนผม จึงเอ่ยถามพี่โอ๊ตออกไป

“พี่โอ๊ต คิวทัวร์คลื่นนี่คือยังไงอ่ะ สรุปว่าไม่ลงเหรอ ซินว่าลงดีกว่ามั้ย แฟนคลับหรือคนอื่นๆจะได้ตามฟัง ไม่งั้นเขาก็ไม่รู้นะว่าต้องจะต้องตามไปฟังคลื่นไหนอะไรยังไง แล้วก็…”

“หยุดก่อนครับคุณซิน อย่าเพิ่งสวดกู คือกระผมเพิ่งได้คิวคอนเฟริ์มเวลามาเมื่อเช้านี่เองเถอะ มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กำลังจะลงให้เดี๋ยวนี้แหละ แหม พวกแกกลัวไม่มีแฟนคลับมากรี๊ดละสิ เหงาว่างั้น?”

“งั้นมั้ง ลงเลย เร็วๆ นี่เพิ่งจะคลื่นแรก” ซินกึ่งพูดกึ่งสั่งพี่โอ๊ตเสียจนผมต้องหลุดขำ

“ดุจริงเว้ย นัทมึงเดินเข้าไปกะมันก่อนเลยไปๆๆ เดี๋ยวกูอัพคิวก่อน”


บรรยากาศการสัมภาษณ์ก็เป็นไปอย่างเป็นกันเองครับ ซินก็จะอธิบายถึงการตีความคำว่านิรันดร์ในแบบของมัน ส่วนผมก็รับผิดชอบในส่วนของดนตรีครับ จะว่าเห่อก็ได้นะ แต่ไอ้กีต้าร์ตัวนี้เนี่ย ยังไงก็ต้องขออวดกันหน่อยล่ะ ไม่ใช่หมื่นสองหมื่นนะครับ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยซื้อกีตาร์แพงขนาดนี้ เอาไปดาวน์รถได้เลยละมั้งเนี่ย


จะว่าไปพูดถึงเพลงนิรันดร์เนี่ย ตอนแรกผมก็ค่อนข้างทึ่งนะ ตอนที่มันเอามาให้ฟัง ตอนแรกที่ยินชื่อเพลงก็เดาไปว่ามันคงเป็นเพลงรักหวานซึ้งออกแนวรักกันตลอดไปอะไรทำนองนั้น จนเมื่อได้ฟังเพลงและฟังเจ้าตัวเล่าถึงเรื่องราวและที่มาของเพลงนี้ ซินเป็นคนเข้าใจตีความ มีมุมมองที่แตกต่างและแปลกออกไปครับ แต่ก็นี่ล่ะ คือสิ่งที่ผมชอบในตัวเขา


พอสัมภาษณ์คลื่นแรกเสร็จก็ได้เวลาไปที่คลื่นที่สองครับเป็นคลื่นในเครือ Radio OK ตอนนี้เริ่มมีแฟนคลับจำนวนหนึ่งมารอแล้วล่ะครับ ผมว่าดีนะ ตื่นเต้นพอสมควรครับถึงจะเป็นอัลบั้มชุดสองแล้วแต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดี และก็เช่นเดียวกันกับคลื่นอื่นๆที่ต่อมาเราต้องพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆ ผมว่าแฟนคลับคงจำได้แล้วล่ะมั้งว่าแนวยิปซีเนี่ยมันเริ่มมาปีไหนเผลอๆจะเอาเลข 1920 ที่ผมพูดทั้งวันไปแทงหวยก็เป็นได้ เห็นชอบตีเลขกันจัง มือกีตาร์นะครับไม่ใช่เจ้าพ่อ แต่ถ้าถูกก็มาแบ่งกันบ้างแล้วกัน


วันนี้รถค่อนข้างติดครับหลังจากที่สัมภาษณ์คลื่น Virgin hitz ที่ตึกมาลีนนท์ซึ่งเป็นที่ทำงานเราเสร็จแล้ว เราต้องเดินทางไปคลื่น Mun FM แถวลาดพร้าวครับ พอออกรถไปได้ซักพัก ก็เห็นแววว่าจะไปไม่ทันเพราะรถติดแบบไม่ขยับเลยทีเดียว พี่โอ๊ต จึงตัดสินใจโทรไปขอโทษและขอเลื่อนคิวนี้ไว้ก่อน ไม่งั้นเราคงกลับมาสัมภาษณ์ที่คลื่นของเอไทม์ไม่ทันแน่ๆครับ ระหว่างทางที่นั่งรถกลับเราก็ยังเปิดคลื่น Mun FM ฟังในรถเพื่อรอฟังว่าเขาจะบอกคนฟังว่าอย่างไร พอได้ยินถึงกับเงียบกันทั้งรถครับ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าดีเจจะโกรธเรามากขนาดนี้ ซินถึงกับหน้าถอดสี หันมามองหน้าผมกับพี่โอ๊ตแล้วก็เอ่ยถาม

 

“เรากลับไปคลื่น Mun มั้ย ท่าทางเขาจะโกรธเรามาก”

“มันเหตุสุดวิสัยน่า ไม่ใช่เราไม่รีบ แต่รถมันติดจริงๆนี่หว่า” ผมตอบกลับไป เช่นเดียวกับพี่โอ๊ตที่เสริมขึ้นมา

“เดี๋ยวกูเคลียร์เอง ไม่ต้องคิดมากหรอกซิน นั่นไง อย่าเบะๆ หยุดเลย ไอ้นัทมึงจัดการเลย” โยนมาให้ผมซะงั้นครับ


ซินก้มหน้าลงนิ่ง จนผมรู้สึกได้ว่าเขากำลังเครียดมาก


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ไปคลื่นเขาใหม่ ไปขอโทษเขา อย่าคิดมากสิ ไม่เอา” ผมเอามือลูบหัวเขาเบาๆแบบที่ไม่ได้กลัวว่าพี่โอ๊ตจะสงสัยอะไรหรือไม่ ก็คงคิดแค่ว่าผมอยากปลอบเพื่อนร่วมวงแค่นั้นแหละ จริงๆแล้วซินเปราะบางมากกว่าภายนอกที่เห็นนัก หลายสิ่งหลายอย่างที่คนภายนอกเห็น มันก็เป็นแค่กำแพงที่สร้างขึ้นมาเพื่อกั้นความอ่อนแอของตนเท่านั้นเอง ผมว่าผมรู้จักเขาดีครับ


ซินหันมองหน้าผม พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ ระหว่างเขากับผมไม่ต้องพูดอะไรกันมากครับ จะเรียกว่าแค่มองตากันหรือสัมผัสเพียงเบาๆก็สามารถสื่อสารกันได้ ผมจึงแอบจับมือเขาไปตลอดทางโดยที่พี่โอ๊ตไม่ทันได้สังเกตอะไร เพราะพี่แกก็นั่งหน้าเครียดครุ่นคิดเรื่องเมื่อครู่อยู่เหมือนกัน


พอเราไปถึงคลื่นเอไทม์ซินก็ยิ้มได้ครับ เพราะแฟนคลับมารอเราที่นี่เยอะมากจริงๆ ที่นี่เองที่เรายังคงต้องพูดประโยคเดิมที่พูดกันมาตั้งแต่เช้า…

 

“จริงๆเราไม่รู้หรอกว่า นิรันดร์ มันนานแค่ไหน หรือว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า...เวลาคนสองคนรักกันเนี่ย จริงๆแล้วไม่จำเป็นจะต้องไปสัญญาอะไรก็ได้ แค่ทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้ดีกว่านิรันดร์”

ทุกครั้งที่ซินพูดประโยคนี้ ผมรู้สีกได้ถึงความจริงใจ ที่ออกมาทางสีหน้าหรือท่าทางของมัน มันพูดมาจากใจของมันนะครับ ประโยคเดียวกันเนี่ยแหล่ะที่ผมได้ยินตั้งแต่วันแรกที่มันเอาเพลงนี้ให้ผมฟัง ผมมักจะยิ้มตลอดทุกครั้งที่เขาพูดประโยคนี้ เช่นเดียวกับเขาที่มักมองหน้าผมเวลาที่ผมพูดถึงการทำงานสำหรับเพลงนี้ ผมว่าในแง่ของความหมายของเพลงแล้ว เพลงนี้มีความหมายกับซินมากนะ และมันก็มีความหมายกับผมเช่นกัน

….

เสร็จจากคลื่นสุดท้ายก็ได้เวลากลับบ้านพักผ่อนครับ เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ก่อนกลับก็ทักทายแฟนคลับกันซักพัก ก่อนจะขอตัวแยกย้ายขึ้นรถตู้กลับบ้าน พี่โอ๊ตกับพี่ทีมงานคนอื่นๆขอลงจากรถกันไปหาข้าวกินก่อนครับ แต่ซินอยากกลับบ้านมากกว่าผมก็เลยนั่งรถต่อไปกับเขา

 

“มึงดูแลกันเองได้นะดูโอ้” พี่โอ๊ตพูดกึ่งหัวเราะเมื่อก้าวลงจากรถ

“ดูแลได้ดีที่สุดอ่ะ ไม่ต้องห่วง” ผมตอบพี่โอ๊ต กึ่งเล่นกึ่งจริง จริงๆก็พูดจริงนั่นแหล่ะครับ

“เออ กูเชื่อ ไปละ” เมื่อเสียงปิดประตูรถดังขึ้น ผมถอนหายใจยาวพลางบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยเต็มทน

“เหนื่อยมั้ย วันนี้” ผมเอ่ยถามซิน

 

เจ้าตัวไม่ตอบอะไร แต่ค่อยๆเอนศรีษะเล็กๆของเขาลงที่ไหล่ผมอย่างหาที่สบายพักพิง รถตู้ค่อนข้างมืดมากครับ ผมจึงค่อยๆใช้แขนโอบไหล่เขาไว้ พร้อมกับจูบศรีษะเขาเบาๆ

 

“ไม่รู้เพลงนี้จะเป็นยังไงบ้างเนอะ คนจะชอบมั้ยก็ไม่รู้” ซินพูดเบาๆจนแทบไม่ได้ยินเสียง

“แต่ฉันชอบนะ คนแต่งแต่งเก่งที่สุดอ่ะ ฉันว่ายังไงก็ต้องมีคนชอบมั่งแหละน่า”

 

“เราก็ชอบ คนเล่นกีตาร์ก็เก่งที่สุดอ่ะ” ซินพูดไปก็หัวเราะไปเบาๆ

“แล้วชอบมือกีตาร์หรือเปล่าล่ะ” ผมเอ่ยถาม

 

“รู้สึกประเด็นจะถูกเบี่ยงไปนะครับคุณนัท ซิงกูล่าร์”

“ไม่เบี่ยงหรอก ก็อยากรู้อย่างที่ถาม”

 

“ก็ถ้ามือกีตาร์สัญญาว่าจะเล่นกีตาร์ให้ตลอดไป ก็อาจจะชอบก็ได้ เล่นไปจนนิรันดร์เหมือนชื่อเพลงเลยแล้วกัน โอเคมั้ย ฮ่าๆ” ทำตลกกลบเกลื่อนครับ อย่าคิดว่าไม่รู้

“ไม่สัญญาได้มั้ยล่ะ เหมือนที่มีใครบางคนบอกไว้ว่า จริงๆเราไม่รู้หรอกว่า นิรันดร์ มันนานแค่ไหน หรือว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า...เวลาคนสองคนรักกันเนี่ย จริงๆแล้วไม่จำเป็นจะต้องไม่สัญญาอะไรก็ได้ แค่ทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้ดีกว่านิรันดร์”

 

“เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้มั้ยเนี่ย ลอกกันนี่หว่า” ไม่ต้องสงสัยครับว่าเจ้าตัวพูดไปหน้าแดงไปแน่นอน

“เก็บได้ จ่ายเป็นตัวได้มั้ยล่ะ เอาไปอยู่ด้วยเลยก็ได้นะ”

 

เจ้าตัวไม่ตอบอะไร ผมจึงอาศัยความมืดแล้วค่อยๆเชยปลายคางเขาขึ้นมา พร้อมกับบรรจงส่งริมฝีปากเข้าไปประกบกับเขาเบาๆ…จูบที่แผ่วผิว แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่มีให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะส่งผ่านความรู้สึก ที่ไม่ต้องมีคำพูดหรือคำสัญญาใดๆต่อกัน

จริงอย่างที่ซินว่าครับ เราไม่รู้หรอกว่านิรันดร์มันมีอยู่จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราควรทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุดมากกว่า เหมือนกับเราทั้งสองกำลังพยายามทำปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด…ให้มันดีกว่านิรันดร์

….